วิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้ากับวิ่งข้างนอกแบบไหนดีกว่ากัน

เพราะความอ้วนไม่เคยปราณีใคร ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เด็กหรือคนวัยไหน ก็อ้วนได้ง่ายๆ แค่กิน แต่ก็มีวิธีหลากหลายวิธีที่จะช่วยลดความอ้วนได้ วิธีที่ทั้งง่าย สะดวก และประหยัดเวลา นั่นก็คือการวิ่ง และวิ่งในที่นี่ไม่ใช่แค่วิ่งรอบบ้าน วิ่งรอบสนามฟุตบอล หรือวิ่งรอบสวนสาธารณะแต่อย่างใด แต่เป็นการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า ที่จะวิ่งเมื่อไหร่ วิ่งนานแค่ไหนก็ได้ เนื่องจากกระแสการวิ่งออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งปีนี้มาแรงมาก การวิ่งด้วยลู่วิ่งไฟฟ้า ถือเป็นการออกกำลังกายที่สะดวกสบายอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงอีกด้วย

เทคนิคที่ควรทำและไม่ควรทำสำหรับการวิ่งสยบไขมันด้วยลู่วิ่งไฟฟ้ามาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปอ่านกันเลย

1. ไม่ควรวิ่งลงปลายเท้า เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าแข้ง กล้ามเนื้อน่อง และเอ็นร้อยหวายอักเสบได้ง่าย เวลาวิ่งจึงควรใช้แรงจากกล้ามเนื้อโคนขา เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อใหญ่ที่แข็งแรงและมีพลังมาก
2. ให้วิ่งยาว คือ วิ่งในระยะทางมาก ๆ จนกล้ามเนื้อปวดเมื่อย อาทิตย์ละครั้ง เนื่องจากกล้ามเนื้อจะใช้พลังงานจากไกลโคเจนในการออกกำลังกาย ซึ่งในกรณีที่เราใช้ไกลโคเจนหมดกล้ามเนื้อจะเริ่มสะสมใหม่ และในครั้งใหม่นี้จะสะสมไว้มากกว่าคราวที่ผ่านมา นั่นก็หมายความว่าคราวหน้าเราจะวิ่งได้ไกลขึ้น (คล้ายกับการเล่นกล้ามให้กล้ามเนื้อฉีกขาดเพื่อให้ร่างกายสร้างใหม่และใหญ่กว่าเดิม)
3. วิ่งเร็วสัปดาห์ละ 1 วัน (วิ่งปกติสัปดาห์ละ2-3วัน) การวิ่งเร็ว จะทำให้ร่างกายทำงานหนัก ส่งผลให้ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้ต้องหันไปใช้วิธีให้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งจะส่งผลให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายใหญ่ขึ้น เป็นการป้องกันการเป็นโรคหัวใจแบบธรรมชาติบำบัดได้เป็นอย่างดี
4. เวลาวิ่งให้หายใจโดยใช้กะบังลม เพราะการหายใจที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้น คือการหายใจตื้นและสั้น ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการวิ่ง ดังนั้นจึงต้องใช้กะบังลมเข้าช่วยเพื่อให้หายใจลึกและยาวขึ้น เราสามารถฝึกหายใจโดยใช้กะบังลมได้โดยการนอนหงายเอาหนังสือวางบนหน้าท้อง ถ้าหนังสือขยับขึ้นตอนสูดหายใจเข้าลดลงตอนหายใจออกถือว่าใช้ได้ และควรยืดกล้ามเนื้อ วันละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการคลายกล้ามเนื้อ และลดอาการบาดเจ็บขณะวิ่ง

ลู่วิ่งถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ยอดฮิตสำหรับการออกกำลังกายในร่มทีมีแพร่หลายตามบ้านและฟิตเนสแทบจะทั่วโลก เนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้งาน