หมวดหมู่: รับถ่ายภาพสินค้า

ว่าแต่ละโหมดฟังก์ชั่นที่ถูกออกแบบมาในกล้องดิจิตอลตั้งแต่ Mirrorless ไปจนถึงกล้องใหญ่แบบ DSLR นั้นแต่ละ Mode มีหลักการ และหรือ หน้าที่อย่างไรบ้าง

1. Mode Auto ( I – auto / I – auto + )

Mode Auto จัดว่าเป็น Mode พื้นฐานสามัญของกล้องทุกรุ่น ทุกค่ายก็ว่าได้ครับ เนื่องจากกล้อง Mirrorless และ/หรือ กล้อง Dslr ในหลายๆรุุ่นนั้น มีการพัฒนาในส่วนของ AI ขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้การใช้ Mode นี้ เพียงยกกล้องขึ้นมาเล็ง ตัวกล้องก็สามารถประมวลผลออกมา ว่า ผู้ถ่ายกำลังถ่ายอะไรอยู่ นั่นเอง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เริ่มฝึกหัดถ่ายภาพ และ/หรือ ผู้ที่เน้นการได้ภาพเป็นหลัก เนื่องจากใน Mode นี้ เราจะปรับค่าต่างๆไม่ได้เลย กล้องจะเป็นผู้คิดแทนเราทังหมดนั่นเอง ยกเว้น ในบางค่ายที่ยังสามารถปรับค่บางค่าได้ อาทิ ปรับค่าชดเชยแสง ควบคู่ ไปได้ เป็นต้น

2. Mode P (Programe)

หากไม่นับรวม Mode Auto แล้ว สำหรับ Mode P จัดว่าเป็นอีก Mode ที่นิยมใช้บ่อย เนื่องจาก เราสามารถกำหนดค่าได้บางส่วน เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดถ่ายภาพ ยังมีประสบการณ์ไม่มากนัก เนื่องจากระบบกล้องจะควบคุมการช่วยเหลือให้กับเราได้มากสุด โดยตากล้องจะสามารถปรับค่าชดเชยแสง, ISO, White Balances และ Picture Style ได้ครับ

3. Mode A หรือ AV (Aperture Priority)

สำหรับ Mode A นั้น มักจะนิยมมาก ในหมู่ช่างภาพสาย Portrait และ/หรือ ช่างภาพที่ใช้งานกล้องมาระดับนึงแล้ว เนื่องจากใน Mode A นั้น จะเน้นการควบคุมการใช้ค่ารูรับแสงเป็นหลัก หรือ คุมค่า F นั่นเองครับ ซึ่งจะช่วยให้เกิดภาพแบบหน้าชัดหลังชัด หรือ หน้าชัดหลังเบลอ ได้อย่างสบายๆ ซึ่งเราสามารถคุมค่า F / ISO / ค่าชดเชยแสงได้ได้ตามที่เราต้องการ ยกเว้น ค่า Speed Shutter ที่กล้องจะคิดให้เราเองครับ

4. Mode S หรือ TV (Shutter Priority)

โหมดที่เน้นการใช้ Speed Shutter เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่มีความเร็วสูง อย่างเช่น กีฬา เพื่อต้องการหยุดช่วงเวลาที่เคลื่อนไหวผ่านไปแค่เสี้ยววินาที นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปรับค่าให้ Speed Shutter ต่ำได้เพื่อสร้างลวดลายในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยใน Mode S นั้น เราจะไม่สามารถปรับค่ารูรับแสง หรือ ค่า F ได้นั่นเองครับ

5. Mode M (Manual)

โหมดที่ตากล้องมืออาชีพนิยมใช้กันเป็นอย่างมาก แต่ก่อนใช้จะต้องมีความเข้าใจในระบบการทำงานของกล้องเป็นอย่างดี เนื่องจาก Manual นั้น เป็นการควบคุมเองทั้งหมดผ่านเรา โดยเราสามารถปรับตั้งค่าทุกฟังก์ชั่นได้อย่างอิสระ ทั้งค่า F / Speed Shutter / ISO ทั้งนี้ Mode M นิยมใช้ในสถานที่ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแสงเกิดขึ้นบ่อยๆครั้ง อาทิเช่น งานในสตูดิโอ เป็นต้น

6. Mode Portrait ( ถ่ายภาพบุคคล )

สำหรับ Mode นี้ นิยามสั้นๆ คือ โหมดถ่ายคน ถ่ายสาว นั่นเอง โดย AI ของตัวกล้องนั้น จะพยายาม ปรับค่า F ให้กว้างสุดเท่าที่ตัวเลนส์จะทำได้ ผนวกกับ Software และ/หรือ Function อื่นๆในกล้อง มาควบรวมไปด้วย อาทิเช่น E-Portrait , Portrait Enchancer เป็นต้น เพื่อเกลี่ยภาพบุคคลที่ได้ ออกมาให้สวยและเหมาะสมที่สุดนั่นเองครับ

7. Mode Landscape ( ถ่ายวิวทิวทัศน์ )

สำหรับ Mode นี้ AI จะพยายามเลือกค่า F ที่เหมาะสม สำหรับในการถ่ายวิวทิวทัศน์ เหตุเพราะ หากใช้ค่า F ที่กว้าง ( เลขน้อย ) ระยะความชัด จะไม่ครอบคลุมทั้งภาพ และ หากใช้ค่า F ที่แคบ ( เลขแคบ ) ความคมชัดก็จะ Drop ลง อันมาจากผล Driffaction นั่นเองครับ

8. Mode Night Portrait ( ถ่ายภาพบุคคล ในที่แสงน้อย )

สำหรับ Mode นี้ เป็นการจับเอา Mode Portrait มาประยุกต์เพิ่มเติม โดยเฉพาะการถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งปกติช่างภาพมือใหม่ มักจะถ่ายออกมามีอาการภาพสั่นไหว หรือ ภาพเบลอ จนไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง หากเลือกใช้ Mode นี้ AI ของตัวกล้องจะพยายาม คุม Shutter Speed ของกล้องไม่ให้ต่ำไป โดยพิจารณาจากสภาวะแสงในเฟรม ควบคู่กับการละลายฉากหลังที่สวยงาม นั่นเองครับ

9. Mode Sport ( ถ่ายภาพกีฬา หรือ ถ่ายการเคลื่อนไหว )

สำหรับมือใหม่ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกีฬา และ/หรือ ไม่รู้ว่าจะตั้งค่าอย่างไรดี เพียงหมุน Dial มาที่ Mode นี้ AI ของกล้อง จะทำการประมวลผลภาพที่ตัวกล้องเห็นอยู่ ให้ออกมาเป็นค่า Speed Shutter ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ นั่นเองครับ

10. Mode Macro ( มาโคร / การถ่ายวัตถุระยะใกล้ )

Mode นี้ แน่นอนว่า อาจจะเป็นมือใหม่ที่มีผ่านการถ่ายภาพมาซักระยะแล้ว เนื่องจากการถ่าย Macro นั้น จะอาศัยทักษะความนิ่งในการถือกล้อง ความแม่นยำในการโฟกัส และ การควบคุมระยะชัดลึกด้วยค่า F เป็นหลัก ครับ ทั้งนี้ระยะการจ่อเข้าใกล้วัตถุนั้น จะขึ้นอยู่กับเลนส์ด้วยนะครับ ถ้าเป็นเลนส์ Macro โดยตรง จะสามารถเข้าใกล้แบบได้อย่างชิดมากกว่าเลนส์ปรกติทั่วไป

เพิ่มเติม : รับถ่ายภาพสินค้า